“พล.ต.อ.สำราญ” นำทัพบุกเชียงใหม่ เปิดปฏิบัติการเฟส 5 ล้างบาง “นอมินีต่างชาติ” กว้านซื้อหมู่บ้านหรู-ที่ดินพุ่งเป้าทลาย 31 บริษัท มูลค่าทรัพย์สินกว่า 233 ล้านบาท




เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 ได้สนธิกำลังร่วมกับ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อกวาดล้างขบวนการที่ใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์




ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานภายใต้การสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 และตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงใหม่, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดจำนวน 33,145 บริษัท พบว่าเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติจำนวน 4,741 บริษัท และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบนิติบุคคลที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินีจำนวน 1,591 ราย ก่อนจะคัดกรองจนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินีจำนวน 31 บริษัท




สำหรับ 31 บริษัทเป้าหมายนี้ แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทนจำนวน 16 บริษัท และกลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดินโดยมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท ซึ่งกลุ่มบริษัทเหล่านี้มีการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 69.5 ตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 233 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี มีผู้ต้องหารวม 74 คน ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ จนสามารถออกหมายจับได้จำนวน 22 หมาย และหมายค้นจำนวน 18 หมาย ครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ได้แก่ สัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และจีน 9 คน โดยในวันปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 8 คน แบ่งเป็นสัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และเมียนมา 3 คน
จากการขยายผลตรวจสอบคดีสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเชิงลึกที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พบนิติบุคคลต้องสงสัยเป็นนอมินีครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ซึ่งมีพฤติการณ์แอบอ้างสวมสิทธิ์คนไทยอย่างชัดเจน โดยบริษัท เจิง และ บริษัท สมาร์ท ปรากฏชื่อ นาย ร. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัท แต่จากการตรวจสอบพบว่า นาย ร. ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางเชียงใหม่มาตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 และมีกำหนดพ้นโทษในปี 2570 ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทเกิดขึ้นหลังจากที่เขาติดคุกไปแล้ว สอบสวน นาย ร. ให้การรับสารภาพว่า ระหว่างถูกคุมขังได้รับการชักชวนจากเพื่อนผู้ต้องขังให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปจดทะเบียน โดยตนไม่เคยได้รับผลตอบแทนและไม่เคยรับรู้เรื่องการดำเนินกิจการใดๆ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้าง




ขณะที่ บริษัท แมนโก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งเจ้าตัวให้การว่าไม่เคยรับรู้เรื่องการถือหุ้นหรือเห็นเอกสารทางการเงินใดๆ แต่ยอมรับว่าเคยส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์และได้รับเงินสดครั้งละ 7,000 บาท เป็นค่าจ้างให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารทำธุรกรรมซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน ส่วนบริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น โดย นาง ช. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องเช่นกัน แต่เคยส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้างชาวต่างชาติที่เคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน โดยนายจ้างอ้างว่าจะนำไปใช้ดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือน จนกระทั่งบริษัทปิดกิจการไปและไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว









ำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน หรือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และเชียงใหม่ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่บั่นทอนกระบวนการยุติธรรม โดยจะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง พร้อมขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนหากพบเห็นเบาะแสกลุ่มทุนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
