ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดําเนินงาน คือ “บําบัดทุกข์ บํารุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิต อันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” (Nominee) หรือการใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทย ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ตลอดจนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ภายใต้การนําของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทําผิดกฎหมาย ได้กําหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักร และกระทําผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดําเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน การทํางานโดยไม่มีใบอนุญาตและการแย่งอาชีพคนไทย
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้ดําเนินการปราบปราม และดําเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทําผิดกฎหมาย ในห้วงที่ผ่านมา อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดําเนินงานแบ่งเป็น 3 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสําคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน จํานวน 4 จังหวัด คือ จ.สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, พังงา และ กระบี่ มีเป้าหมายตรวจค้นที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 1,671 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 คน แบ่งเป็นชาวไทย 29 คน คนต่างด้าว 67 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 คน 73 หมายจับ แบ่งเป็นคนไทย 24 คน 25 หมายจับ เป็นคนต่างด้าว 41 คน 48 หมายจับ คนต่างด้าวประกอบด้วยสัญชาติ อิสราเอล 15 คน, ฝรั่งเศส 6 คน, รัสเซีย 4 คน ,โปแลนด์ 2 คน, สวิสเซอร์แลนด์ 2 คน, แอฟริกาใต้ 2 คน, อังกฤษ 2 คน, เนเธอร์แลนด์ 2 คน, ยูเครน 2 คน ,สโลวัก 1 คน, ออสเตรเลีย 1 คน, ฟิลิปปินส์ 1 คน และ ตุรกี 1 คน ศาลมีคําพิพากษาลงโทษแล้ว ๒๐ คดี โดยลงโทษจําคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจําหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกําหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันเเต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่ จําหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กําหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอํานาจจําหน่ายที่ดินนั้นได้
วันนี้ (17 กรกฎาคม 69) พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจํา สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจํา สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณี ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นางสาวหทัยรัตน์ คีรีวัลย์ พาณิชย์จังหวัดชลบุรี และ นายชัยวัฒน์ แก้วจํารัส เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยกําลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลาย เครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4” ในพื้นที่ จ.ชลบุรี
การเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้มีคําสั่งแต่งตั้ง คณะทํางานเพื่อปฏิบัติการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยมีหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการ ได้แก่ ฝ่ายปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัดชลบุรี ที่ดินจังหวัดชลบุรี

สรรพากรจังหวัดชลบุรี ตํารวจภูธรจังหวัดชลบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และตํารวจท่องเที่ยว ต่อมา ตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดชลบุรี ได้จับกุมหญิงต่างด้าวรายหนึ่ง ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สถานีตํารวจภูธรบ้านบึง ได้ดําเนินการจับกุมคดีเกี่ยวกับการใช้นอมินีในพื้นที่จังหวัดชลบุรีจากข้อมูลดังกล่าว กองกํากับการ สืบสวนตํารวจภูธรจังหวัดชลบุรี และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี จึงได้ร่วมกันสืบสวนขยายผล โดยประสานข้อมูลกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัดชลบุรี ที่ดินจังหวัดชลบุรี และสรรพากรจังหวัดชลบุรี อย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบพบว่าจังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนทั้งสิ้น 76,343 ราย ในจํานวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มี ผู้ถือหุ้นต่างด้าว 28,463 ราย และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่านิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการ ถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า “นอมินี” จํานวน 14,264 ราย นอกจากนี้ ยังมีการส่งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ทําบัญชี ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งนิติบุคคลแทนคนต่างด้าว จากการสืบสวนพบว่า มีบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ทําบัญชี 2 ราย เข้าไปถือหุ้นในบริษัทจํานวนมาก โดยรายแรกถือหุ้นในบริษัทจํานวน 146 บริษัท มูลค่าหุ้นประมาณ 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้นในบริษัทจํานวน 40 บริษัท มูลค่าหุ้นประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งบริษัท ที่บุคคลทั้งสองเข้าไปถือหุ้นนั้น มีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
ต่อมาตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีได้สืบสวนเพิ่มเติม พบพฤติการณ์การส่งข้อมูลภายในระหว่างกลุ่มคนต่างด้าว และพบการประกาศขายหรือให้เช่าบ้านพร้อมที่ดิน โดยนายหน้าชาวรัสเซีย ผ่านเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในประเทศรัสเซีย อีกทั้ง มีการเรียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีเป็นภาษารัสเซีย ในลักษณะที่สื่อว่าเป็น “หมู่บ้านของชาวรัสเซีย” อย่างชัดเจน เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน พบว่ามีกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย ร่วมกับบุคคลสัญชาติไทยบางราย และผู้ได้ รับใบอนุญาตผู้ทําบัญชี จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการ “ส. พัทยา” รวม 6 โครงการ มีบ้านเดี่ยวรวม ประมาณ 775 หลัง มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยมีนิติบุคคลถือครองจํานวน 495 บริษัท เป็นนิติบุคคลที่มีคน ต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น จํานวน 435 บริษัท จากการตรวจสอบเชิงลึก พบว่ามีนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นนอมินี จํานวน 19 บริษัท และเป็นนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 แล้วถือครองที่ดิน จํานวน 14 บริษัท รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 33 บริษัท

จากพยานหลักฐานดังกล่าว ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรีจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานี ตํารวจภูธรห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี เพื่อดําเนินคดีกับกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย และผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มของ MR. I ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนําไปขายต่อเพื่อแสวงหากําไรผ่านช่องทางออนไลน์ และ กลุ่มครอบครัว B ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้านและนําไปปล่อยเช่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิด ตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36, 37, พระราช กําหนดการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 8, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97, 111, 112 และ 113 รวมถึงความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคําร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา เพื่อขอออกหมายจับบุคคลต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย จํานวน 4 ราย และขอออกหมายค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง จํานวน 41 หมาย ผลการปฏิบัติในวันนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบถ้วนทุกราย พร้อมทั้งได้ตรวจค้น สถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จํานวนมาก เพื่อนําไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอย้ําว่า การดําเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ในการป้องกันและ ปราบปรามการใช้นิติบุคคลอําพราง หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายไทย โดยเฉพาะกรณีการ ถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจที่กฎหมายจํากัดไว้สําหรับคนไทย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดําเนินการด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และยึดพยานหลักฐานเป็นสําคัญ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วย ราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้อง ตามกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กําหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน ว่า ธุรกิจใดที่คนต่างด้าวสามารถดําเนินการได้และต้องได้รับอนุญาตในรูปแบบใด กฎหมายดังกล่าวแบ่งลักษณะธุรกิจออกเป็น หลายบัญชีโดยในส่วนที่สําคัญ คือ “บัญชีสอง” และ “บัญชีสาม” ธุรกิจตามบัญชีสองจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ส่วนธุรกิจตามบัญชีสาม คนต่างด้าวสามารถยื่นคําขอรับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจต่างด้าวได้ โดยอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย อันจะเป็นการ สร้างเศรษฐกิจการลงทุนที่ดีต่อประเทศ
ทั้งนี้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติจะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะขยายผลปราบปรามในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแส การกระทําผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตํารวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสํานักงานตํารวจ แห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
