7 กรกฎาคม 69 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยบ้านหนองเขียวเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่จังหวัดผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ สวพส. ทำให้เกิดการนำองค์ความรู้จากโครงการหลวงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ทั้งด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบการผลิต และการสร้างอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่ ช่วยให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงขึ้น พร้อมกับดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน บ้านหนองเขียวเป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอบนพื้นที่สูงของตำบลห้วยโป่ง ก่อนเริ่มโครงการ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่และทำไร่หมุนเวียน มีรายได้ไม่เพียงพอ ขาดอาชีพทางเลือก และยังไม่มีการวางแผนใช้พื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน แม้ชุมชนจะมีต้นทุนน้ำที่ดี แต่ยังขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในบางช่วงของปี ในปี 2566 สวพส. และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลครัวเรือนและจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพของพื้นที่ ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำแผนชุมชนและ Master Plan ร่วมกับชุมชน อบต.ห้วยโป่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นกรอบพัฒนาพื้นที่ในทิศทางเดียวกัน โดยใช้ข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้จากการทำงานบนพื้นที่สูงของ สวพส. เป็นฐานในการออกแบบแนวทางพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน
นายเดชธพล กล่อมจอหอ นักวิชาการส่งเสริมและพัฒนา สวพส. กล่าวว่า สวพส. ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการหลวงมาขยายผลในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งการวางแผนการใช้ที่ดิน การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับระบบเกษตร การส่งเสริมพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง การผลิตพืชคุณภาพที่มีตลาดรองรับ ตลอดจนการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอาชีพและดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เกิดจากการส่งเกษตรกรบ้านหนองเขียว 2 คน เข้าร่วมกิจกรรมนักพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน (นพส.) รุ่นที่ 2 ของ สวพส. เพื่อเรียนรู้แนวทางพัฒนาพื้นที่สูงตามแบบโครงการหลวง ก่อนนำความรู้กลับมาปรับใช้และถ่ายทอดต่อในชุมชน จนเกิดการขยายผลอย่างต่อเนื่อง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สวพส. และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งการสนับสนุนระบบน้ำ ปรับพื้นที่การเกษตร สนับสนุนโรงเรือนปลูกผัก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชผัก ไม้ผล และพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มเตรียมสหกรณ์ จากจุดเริ่มต้นเพียง 2 คน ปัจจุบันการขยายผลครอบคลุม 6 กลุ่มบ้าน จำนวน 138 ครอบครัว ที่ร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี ลดการเผา และใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น. ผลผลิตสำคัญของชุมชนในปัจจุบัน ได้แก่ ผักอินทรีย์ อะโวคาโด เสาวรสหวาน ถั่วลายเสือ มะม่วง กาแฟ และฟักทองญี่ปุ่น ขณะเดียวกันชุมชนยังพัฒนากลไกการรวมกลุ่มผ่าน “กลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 57 ราย ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต และส่งเสริมการออมของสมาชิก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ตัวแทนเกษตรกรบ้านหนองเขียว กล่าวว่า นอกจากการมีพืชทางเลือกและรายได้ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการได้รวมตัวกันผ่านกลุ่มเตรียมสหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงหนองเขียว ทำให้ชาวบ้านเริ่มวางแผนการผลิตร่วมกันมากขึ้น จากเดิมที่ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ปัจจุบันมีการรวบรวมผลผลิตและคัดคุณภาพร่วมกัน ช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตเป็นระบบมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในการประกอบอาชีพบนพื้นที่ของตนเอง
จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บ้านหนองเขียวสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรรวมกว่า 2.4 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากไม้ผลและกาแฟที่ส่งเสริมไว้เริ่มให้ผลผลิตมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันบ้านหนองเขียวกลายเป็นแหล่งผลิตผักอินทรีย์รายใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของจังหวัด
ภานุเดช ไชยสกูล รายงาน
