22 มิถุนายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการเดินทางลงพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบ บ้านใหม่ในสอย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการดูแลผู้อพยพ การดำเนินการออกหนังสืออนุญาตทำงานตามกฎหมายให้กับผู้พักพิงในศูนย์อพยพพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านใหม่ในสอย โดยมี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปลัดอำเภอหัวหน้าศูนย์อพยพพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ และร่วมประชุมหารือรับฟังรายงานสถานการณ์ความพร้อมของการดูแลผู้พักพิงกว่า 7,000 คน จากคณะกรรมการศูนย์ฯ ในประเด็นด้านความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การศึกษาเพื่อเสริมทักษะภาษาไทยให้ผู้อาศัยสามารถพึ่งพาตนเองได้ระหว่างพักพิง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเดินทางไปประเทศที่สามในอนาคตต่อไป

การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานภายใต้ “มาตรการทางกฎหมายกับการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขต การแก้ไขปัญหายาเสพติด และปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ รวมทั้งการบริหารจัดการผู้อพยพในศูนย์พักพิงชั่วคราว” โดยคณะฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายและการดำเนินงานของรัฐ ด้านการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขต การแก้ไขปัญหายาเสพติด สถานะบุคคลและสัญชาติและการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนากลไกทางกฎหมายการบริหารจัดการ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอันจะนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ทั้งนี้ จากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – เมียนมา นับตั้งแต่ปี 2527 ได้มีการสู้รบกันบ่อยครั้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยในบริเวณชายแดนเป็นเหตุให้มีผู้หลบหนีภัยการสู้รบเดินทางเข้ามาในเขตประเทศไทยตามสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ผู้อพยพหนีภัยดังกล่าวอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา ตามหลักมนุษยธรรม ปัจจุบันจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน อำเภอขุนยวม และอำเภอสบเมย ประกอบด้วย
1.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 6,262 คน
2.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่สุริน อำเภอขุนยวม อยู่ในพื้นที่หมู่บ้านห้วยฟาน มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบอาศัย จำนวน 1,846 คน
3 พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่ลามาหลวง อำเภอสบเมย มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบ จำนวน 9,108 คน
4.พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบฯ บ้านแม่ละอูน อำเภอสบเมย โดยผู้อพยพอยู่ที่หมู่บ้านแม่ตอละ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบสบเมย มีผู้อพยพหนีภัยการสู้รบฯ อาศัยอยู่ จำนวน 8,074 คน รวมมีผู้หนีภัยจากการสู้รบ ทั้ง 4 แห่ง ปัจจุบัน จำนวน 25,746 คน (ข้อมูล ณ 25 เม.ย. 2568)
สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวจากการสู้รบบ้านใหม่ในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2549-2569 เดินทางไปประเทศที่ 3 แล้ว จำนวน 17,632 คน และเดินทางกลับมาตุภูมิแล้ว จำนวน 110 คน 26 ครอบครัว ทำให้ที่ศูนย์บ้านใหม่ในสอยมีผู้อพยพอยู่เพียง 6,262 คน และตั้งแต่ ตุลาคม 68 ถึงปัจจุบันได้อนุญาตออกนอกพื้นที่พักพิงเพื่อทำงาน ในพื้นที่ กรุงเทพ ฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง เชียงราย นนทบุรี จำนวน 1027 แยกเป็นระยะ 15 วัน 652 คน และระยะ 1 ปี 375 คน

นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ศูนย์อพยพในพื้นที่อยู่กันมา 30-40 แล้ว หลังจากทางการสหรัฐอเมริกาได้ตัดเรื่องการช่วยเหลือ สิ่งที่เกิดขึ้นการจะย้ายผู้หนีภัยจากการสู้รบไปประเทศที่ 3 ทำได้ยากขึ้นและเป็นจำนวนที่น้อยมาก สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีแรงงานกัมพูชาทั้งถูกกฏหมายและไม่ถูกกฏหมายออกจากระบบไป ทำให้ภาคเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากแรงงานที่หายไป อัตราการเกิดของเราปีล่าสุดก็น่าจะอยู่ที่ 30000 คน ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเราจะต้องพึ่งพาแรงงาน ถ้าเราไปสอบถามห้างร้านหรือกิจการบริษัทต่าง ๆ มีความต้องการแรงงานสูงมาก ซึ่งที่ศูนย์ ฯ แห่งนี้ก็มีบริษัทผู้ประกอบการได้มารับผู้อพยพเหล่านี้เข้าสู่ระบบแรงงาน ที่เรามาวันนี้สิ่งที่เรากำลังทำ จะทำยังงัยที่จะให้การดำรงอยู่ของค่ายผู้หนีภัยจากการสู้รบในเรื่องของการผลิตของประเทศของเราซึ่งต้องการแรงงานที่สามารถร่วมมือกันได้ ซึ่งยังมีคอขวดอยู่ ซึ่งจะต้องมาช่วยกันแก้ไขอย่างไร เบื้องต้นคณะกรรมมาธิการก็จะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับฝ่ายนโยบาย ทั้ง รัฐบาล สมช.จะต้องมีการปรับจูนกันเพื่อทำให้เกิดระบบที่จะสามารถไร้รอยต่อและทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไขในเรื่องของการขาดแคลนแรงงานต่อไป.
ภานุเดช ไชยสกุล รายงาน
