ข่าววันนี้

ศรีสะเกษ มูลนิธิกระจกเงา ผุดโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในภาวะวิกฤติชายแดน

19 มิถุนายน 2569 กรณีความขัดแย้งข้อพิพาท ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องความมั่นคงหรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้น หากยังสั่นสะเทือนไปถึงชีวิตของเด็กจำนวนไม่น้อยในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องหยุดเรียนกะทันหันและอพยพติดตามครอบครัวเข้าไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวครั้งแล้วครั้งเล่า

ทุกครั้งที่เกิดเหตุปะทะ ภาพความโกลาหลที่เกิดขึ้นแทบไม่ต่างกัน ผู้คนรีบขนของขึ้นรถ พ่อแม่เร่งไปรับลูกจากโรงเรียน ก่อนมุ่งหน้าไปยังศูนย์อพยพ เมื่อถึงที่หมาย เด็กจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความแออัด สับสนวุ่นวาย ความไม่แน่นอน และขาดพื้นที่สำหรับการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป เราจะมีระบบรองรับเพียงพอหรือไม่ เพื่อไม่ให้ “การศึกษา” ของเด็กชายแดนหยุดลงพร้อมเสียงปืน

ล่าสุด โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อสนับสนุนสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์เสริมพัฒนาการให้กับโรงเรียนบ้านหนองเทา ต.เมืองน้อย อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากศูนย์อพยพมากนัก

นายสฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้โรงเรียนกลายเป็น “Safe Space” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในภาวะวิกฤติ โดยออกแบบให้เด็กจากศูนย์อพยพสามารถมาใช้ชีวิตระหว่างวันในโรงเรียน เรียนหนังสือ ทำกิจกรรม และฟื้นฟูสภาพจิตใจ ก่อนกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ศูนย์อพยพหลังเลิกเรียน

“ในวันที่ผู้ใหญ่ยังหาทางออกของความขัดแย้งไม่ได้ เด็กไม่ควรเป็นผู้แบกรับผลกระทบจากสถานการณ์เหล่านั้นเพียงลำพัง และในวันที่บ้านไม่ปลอดภัย “โรงเรียน” อาจกลายเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ยังคงรักษาความหวังของพวกเขาเอาไว้ได้ แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน แต่ห้องเรียนอาจเป็นพื้นที่เดียวที่ยังช่วยรักษาความเป็นชีวิตปกติของเด็กเอาไว้ได้”

ด้าน นางยุพา สีดา ผอ.โรงเรียนบ้านหนองเทา เล่าว่า ทุกครั้งที่มีการปะทะและจัดตั้งศูนย์อพยพ โรงเรียนได้รับนโยบายให้ลงพื้นที่สำรวจความเป็นอยู่ของเด็กในศูนย์อพยพ สิ่งที่พบเสมอคือเด็กจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโทรศัพท์มือถือ เพราะแทบไม่มีกิจกรรมอื่นให้ทำ ขณะที่ความพยายามชักชวนให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียนระหว่างพักอยู่ในศูนย์อพยพนั้น มักไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเด็กไม่อยากแยกจากผู้ปกครอง และอยู่ในภาวะไม่มั่นคงทางจิตใจ อีกส่วนหนึ่งอาจรู้สึกว่าการอยู่ในศูนย์อพยพทำให้มีอิสระ สามารถใช้โทรศัพท์ เล่นเกม หรือใช้เวลาไปกับโลกออนไลน์ได้ทั้งวัน โดยไม่มีข้อจำกัดเหมือนชีวิตในโรงเรียนตามปกติ

ถ้าโรงเรียนเรามีรูปแบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และทำให้เด็กเห็นว่าโรงเรียนของเราเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย มีเพื่อน มีกิจกรรมที่น่าสนใจ และยังสามารถกลับไปหาผู้ปกครองได้ในช่วงเย็น เราเชื่อว่าเด็กๆ อาจสนใจออกจากศูนย์อพยพมาเรียนกับเราได้

ส่วนทางด้าน นางจิตรา กุมพันธ์ ผอ.โรงเรียนบ้านด่านกลาง ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโรงเรียนในเขตพื้นที่สีแดงอยู่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา และได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะทุกรอบที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ในเหตุปะทะรอบแรก โรงเรียนแทบไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้ต้องเร่งอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ทันทีโดยไม่สามารถรอคำสั่งจากหน่วยงานส่วนกลางได้

หลังตั้งหลักได้บ้าง โรงเรียนเริ่มปรับตัวด้วยการให้ครูลงพื้นที่ตามศูนย์อพยพ นำใบงานและสื่อการเรียนไปให้นักเรียน เพื่อไม่ให้การเรียนหยุดชะงัก ขณะที่เหตุการณ์รอบล่าสุดเริ่มมีระบบเตือนภัยและมีเครือข่ายในชุมชนที่แจ้งเหตุล่วงหน้าที่แม่นยำขึ้น ทำให้เราโรงเรียนเริ่มมีแผนรับมือที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการติดตามนักเรียนผ่านกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง การแบ่งบทบาทครูลงพื้นที่ และเตรียมรูปแบบการเรียนสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ

กระบวนการติดตามนักเรียนในรอบล่าสุดนี้ โรงเรียนใช้ช่องทางสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง เพื่อให้แต่ละครอบครัวแจ้งข้อมูลว่านักเรียนอยู่ที่ศูนย์อพยพแห่งใด จากนั้นครูประจำชั้นจะจัดเตรียมใบงานและอุปกรณ์การเรียน เพื่อนำไปส่งให้เด็กถึงศูนย์อพยพ พร้อมกำหนดตารางลงพื้นที่ติดตามการเรียนรู้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยครูแต่ละคนมีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน บางคนรับผิดชอบลงพื้นที่ตามศูนย์อพยพ บางคนเตรียมสื่อการเรียนรู้และรวบรวมงานของนักเรียน ทำให้แม้อยู่ในสถานการณ์วิกฤติ เด็กยังสามารถเรียนรู้ต่อเนื่องได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ เด็กจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการหวาดกลัว ตกใจง่าย และมีความวิตกกังวลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ครูเองก็ต้องเผชิญความกดดันในการดูแลนักเรียนท่ามกลางภาวะฉุกเฉินเช่นกัน

สอดคล้องกับความเห็นของ นางปราณี ระงับภัย หัวหน้าโครงการวิจัย การจัดระบบการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติสงคราม ซึ่งระบุว่า เด็กในศูนย์อพยพไม่ได้สูญเสียเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่กำลังสูญเสียพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาการทางสังคมที่เหมาะสมกับวัย ขณะที่ครูเองก็ต้องเผชิญความกดดันในการจัดการเรียนรู้ท่ามกลางภาวะวิกฤติ โรงเรียนจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ครูต้องมีทักษะในการออกแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การประเมินสภาพจิตใจและความพร้อมของเด็กแต่ละคน เพราะในภาวะวิกฤติ เด็กบางคนอาจยังไม่พร้อมกลับเข้าสู่การเรียนรู้ ครูจึงต้องสามารถปรับวิธีการสอนและช่วยให้เด็กค่อย ๆ ฟื้นตัว เพื่อให้สามารถเรียนรู้ต่อไปได้แม้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาข้อพิพาทชายแดนซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ ยังคงเป็นหน้าที่สำคัญที่รัฐบาลและทุกฝ่ายเกี่ยวข้องต้องเร่งหาทางออกอย่างยั่งยืน แต่บทเรียนที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนชัดว่า ในวันที่ความขัดแย้งของผู้ใหญ่ยังไม่สิ้นสุด และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยังเลือนราง เด็กชายแดนไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบเพียงลำพัง เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้ออีกนานเพียงใด การศึกษาของพวกเขา…ไม่ควรหยุดลงพร้อมเสียงปืน.

ทีมข่าว จ.ศรีสะเกษ รายงาน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *