ข่าววันนี้

แม่ฮ่องสอน อ.ปาย ยังพบยังมีการลักลอบขนทรายของกลางไปขาย

จากกรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย บ.สบแพม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และได้มีการสั่งให้ดำเนินคดี วัดปริมาณทรายที่กองในพื้นที่ของผู้ถูกกล่าวหา 2 หมื่นคิว เป็นเงิน 6 ล้านบาทล่าสุด พบว่ายังมีการลอบขนทรายของกลาง ไปจำหน่ายโดยไม่มีหน่วยงานใดไปตรวจสอบหรือสั่งห้ามแต่อย่างใด เส้นใหญ่สุด ๆ ในเมืองปาย

2 พฤษภาคม 2569 นายสุวิทย์ บุญหล้า ราษฎรบ้านสบแพม หมู่ 4 ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตนได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เรื่องการลักลอบขุดทรายในแม่น้ำปาย ที่บ้านสบแพม ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จนมีหน่วยงานรัฐเข้าไปตรวจสอบและสั่งระงับการดำเนินการพร้อมดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า ในห้วงที่ผ่านมา หลังจากมีการประชุมของนายอำเภอปาย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ แต่ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ กองทรายที่มีปริมาตร ประมาณ 20,000 คิวบิกเมตร คิวฯละ 300 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท ได้ถูกลักลอบขนลำเลียงออกจากท่าทรายที่ถูกดำเนินคดี อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ปริมาณทรายที่ถูกอายัด หายไปเกือบครึ่ง

แหล่งข่าวระบุต่อไปอีกว่า การลักลอบขนทรายออกจากท่าทรายที่ถูกจับกุมไปแล้ว มีการนำไปขายให้กับลูกค้าที่ บ้านวัดจันทร์ อ.กัลญานิวัฒนา จ.เชียงใหม่ และ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำรถแบคโฮ มาลอบขุดทรายเหมือนเดิม รวมไปถึงใช้แรงงานคนลงไปขุดทรายในแม่น้ำปาย มาทดแทนทรายที่ถูกส่งออกไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกรณีใช้แรงงานคนขุดทรายไปจำหน่ายถือว่าผิดข้อกฎหมายของ กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีขุดทรายหรือหินในแม่น้ำสามารถทำได้เพื่อนำไปก่อสร้างบ้านเรือนของราษฎรทั่วไป แต่นี่เป็นการขุดเพื่อไปจำหน่าย ทางอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องรับผิดชอบ รวมไปถึงกรมเจ้าท่า ที่อ้างว่าการขุดหินทรายในลำน้ำเพื่อเป็นการขุดสันดอนและสร้างร่องน้ำลึกเพื่อการเดินเรือ ซึ่งประเด็นนี้ในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีการลอบขุดทราย ไม่ได้มีกิจการเดินเรือในพื้นที่แต่อย่างใด ทำไมกรมเจ้าท่าจึงเลี่ยงระเบียบและอนุญาตให้มีการขุดหินและทรายในลำน้ำได้

การกระทำผิดในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไม่รู้ไม่เห็น แต่ทำไมจึงปล่อยให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและกระทบต่อที่ดิน ไร่นา และเรือกสวนของราษฎรที่อยู่ติดแม่น้ำ ที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ทำให้ที่ดินถูกน้ำกัดเซาะจนเสียหายและไม่สามารถเรียกคืนที่ดินมาได้เหมือนเดิม จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานรัฐจากส่วนกลางลงมาตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและหาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ภานุเดช ไชยสกูล รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *